เสวนาจับตาความรุนแรงรอบใหม่ ตอบคำถาม “ฟื้นฟูเหมืองทองเลย” ทำไมจึงอยู่ภายใต้ความกลัว

เสวนาจับตาความรุนแรงรอบใหม่ ตอบคำถาม “ฟื้นฟูเหมืองทองเลย” ทำไมจึงอยู่ภายใต้ความกลัว

กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด 6 หมู่บ้าน จ.เลย จัดเสวนาออนไลน์จับตาความรุนแรงรอบใหม่ฟื้นฟูเหมืองทองคำเลย ตัวแทนนักปกป้องสิทธิฯ กังวลความรุนแรงอาจกำลังก่อตัว หลังมีกลุ่มชายฉกรรจ์เข้าข่มขู่คุกคามชาวบ้าน พร้อมอัดรัฐไม่จริงใจทำแผนฟื้นฟู-กม.มีจุดอ่อนปิดกั้นการมีส่วนร่วม ด้านเครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่เผยข้อมูล 3 กลุ่มผู้อิทธิพลหลักในพื้นที่ ส่วนหัวหน้าพรรคสามัญชนยก “ฟื้นฟูคลิตี้” บทเรียนความรุนแรงและการขาดการมีส่วนร่วม

9 ม.ค. 2564 – กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด 6 หมู่บ้าน จ.เลย จัดงานเสวนาออนไลน์รอบกองไฟในหัวข้อ “จับตาความรุนแรงรอบใหม่ฟื้นฟูเหมืองทองคำ จ.เลย” ภายในหมู่บ้านนาหนองบง ต.เขาหลวง อ.วันสะพุง จ.เลย โดยมี นางวิรอน รุจิไชยวัฒน์ และน.ส.รจนา กองแสน ร่วมพูดคุยในฐานะตัวแทนกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดฯ น.ส.ชฎาพร ชินบุตร เครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่ และนายเลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ หัวหน้าพรรคสามัญชน เข้าร่วมเสวนาในครั้งนี้

คลิกลิงค์ดูคลิปวีดิโอ: https://www.facebook.com/509085482575195/videos/238482921057828

ย้อนไทม์ไลน์การคุกคามจากเหมืองแร่ทองคำก่อนเข้าสู่ความรุนแรงระลอกใหม่

นางวิรอน รุจิไชยวัฒน์ ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนจากกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดฯ กล่าวว่า นับตั้งแต่ปี 2549 ที่เหมืองเริ่มเปิดดำเนินการ สิ่งแรกที่ชาวบ้านรับรู้คือ เรามีงานทำ เรามีเงินเดือน แต่สิ่งรอบตัวเริ่มเปลี่ยนแปลง มีการขุดระเบิดภูเขาไป 2 ลูก จนมาปี 2550 เริ่มมีฝุ่นฟุ้งกระจายในหมู่บ้าน กลางคืนไม่ได้หลับไม่ได้นอน มีรถเครื่องจักรทำงาน จากนั้นคนในหมู่บ้านก็เลยมาพูดคุยกัน เพราะสภาพแวดล้อมเริ่มเปลี่ยนแปลงหนักขึ้น ปลาในริมห้วยเริ่มตาย ต้นไม้พืชผักเริ่มเปลี่ยนสี

จนมาปี 2551 สำนักงานสุขภาพ จ.เลย ได้มีการประกาศเตือนห้ามชาวบ้านใช้น้ำในท้องถิ่นเพื่อดื่มหรือประกอบอาหาร มาปี 2552 ชาวบ้านเริ่มป่วย และเรียกร้องให้มีการตรวจสุขภาพ และจากการที่สำนักงานสุขภาพ จ.เลย ทำการตรวจเลือดชาวบ้าน จำนวน 279 คน ก็พบว่าชาวบ้าน 54 คนมีระดับสารไซยาไนด์ในร่างกายสูงกว่าปกติ และปี 2553 สาธารณสุขจังหวัดได้มาตรวจเลือดชาวบ้านจาก 6 หมู่บ้านโดยรอบเหมือง พบสารไซยาไนด์ ปรอท ตะกั่ว ในเลือดทั้งเกินและไม่เกินค่ามาตรฐาน หลังจากนั้นชาวบ้านก็มีเรียกร้องลุกขึ้นมาต่อสู้เนื่องจากได้รับผลกระทบอย่างสาหัส

นางวิรอน รุจิไชยวัฒน์ ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด 6 หมู่บ้าน จ.เลย

“เราเรียกร้องไปยังภาครัฐตั้งแต่ปี 2555 และทางเหมืองก็มีความพยายามที่จะขยายพื้นที่ เราก็คัดค้านอีก หลังต่อสู้คัดค้านจนถึงปี 2556 มีการใช้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ร่วม 1 พันนาย มาปิดกั้นไม่ให้ชาวบ้าน เข้าร่วมแสดงเวทีความคิดเห็น ที่วัดโพนทอง ต.นาโป่ง หลังจากนั้นมีการฟ้องร้องชาวบ้าน จำนวน 33 คน ทั้งคดีแพ่งและอาญา และหนักสุดคือเมื่อปี 2557 มีกองกำลังติดอาวุธร่วม 300 คน จับชาวบ้านมัดมือ ทำร้ายร่างกาย และทำลายกำแพงเพื่อขนสินแร่ออกจากพื้นที่” นางวิรอนกล่าวถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชุมชน

ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนฯ กล่าวด้วยว่า จากเหตุการณ์นี้ชาวบ้านบอบช้ำมามากพอแล้ว แสดงให้เห็นถึงการที่ภาครัฐยังไม่มีความจริงใจในการแก้ไขปัญหา ส่วนแผนฟื้นฟูผู้ที่ได้รับผลกระทบ ชาวบ้านยืนยันว่าเราไม่อยากให้มีเหมืองในชุมชนอีกต่อไป

“ที่เราสู้จนเหมืองปิด เราอยากให้มีการฟื้นฟูธรรมชาติ โดยให้ภาคประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมมากที่สุด เพราะคนในพื้นที่จะรู้ว่าอะไรมีประโยชน์ต่อชุมชนมากที่สุด” นางวิรอนกล่าว

จี้แก้กฎหมายให้ประชาชนมีส่วนร่วมฟื้นฟูเหมืองในพื้นที่ของตนเอง

น.ส.รจนา กองเสน กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด 6 หมู่บ้าน จ.เลย กล่าวว่า หลังมีการเรียกร้องปิดเหมืองของชาวบ้าน ที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าชาวบ้านกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดฯ ถูกคุกคามมาโดยตลอด และมีการต่อสู้จนได้คดีเพิ่มมา 9 คดี ที่ส่วนใหญ่เป็นคดีเกี่ยวข้อพิพาทระหว่างเหมืองกับชาวบ้าน เกี่ยวกับการเอาสินแร่ออกมา

“ต่อมา ปี 2559-2560 มีการขออนุญาตเพื่อที่จะทำเหมืองแร่ต่อ เราต่อสู้ที่ อบต.หนักมาก เนื่องจากที่ อบต.ของเรามีโซนบนและโซนล่าง โดยโซนบนได้รับผลกระทบน้อยกว่าโซนล่าง แต่กลับมีเสียงมากสุด การโหวตจึงแพ้ทุกครั้ง แต่จากตรงนี้เราไม่ท้อ เราก็สู้ต่อ จนได้คดีเพิ่มมากว่า 20 คดี เรียกว่าเราไปศาลกันเป็นว่าเล่น เมื่อเรื่องถึงศาลเราชนะและทำการฟ้องกลับปี 2561และศาลก็พิพากษาว่า ให้บริษัทเหมืองฟื้นฟูเยียวยาชาวบ้าน จำนวน 150 ล้านบาท แต่ในที่สุดบริษัทเหมืองก็ล้มละลาย ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าจะเอาเงินเยียวยาในส่วนนี้มาจากใคร” ตัวแทนกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดฯ กล่าว

น.ส.รจนา กองเสน ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด 6 หมู่บ้าน จ.เลย

น.ส.รจนา กล่าวด้วยว่า ในส่วนการฟื้นฟู ชาวบ้านมีหมุดหมายเดียวกันคือต้องไม่มีเหมืองในพื้นที่ รวมทั้งภาครัฐเองต้องเปิดให้ภาคประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ นอกจากนี้ในส่วนของข้อกฎหมายก็ถือเป็นสิ่งสำคัญ และจะต้องคุ้มครองประชาชนจริง ๆ เป็นไปได้หรือไม่ที่ต้องมีการแก้กฎหมาย ที่เหมืองปิดเป็นหน้าที่รัฐต้องฟื้นฟู ที่ผ่านมาภาคประชาชนมีส่วนร่วมยากมาก ทำไมกฎหมายไม่เปิดช่องให้เราในการร่วมฟื้นฟู อยากให้มีการปรับเปลี่ยน เพื่อสร้างความศรัทธาในกฎหมายด้วย

เปิดสัญญานการคุกคามระลอกใหม่จาก 3 กลุ่มผู้มีอิทธิพลหลักในพื้นที่

ขณะที่ น.ส.ชฎาพร ชินบุตร เครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่กล่าวว่า ภายหลังจากที่บริษัททุ่งคำจำกัดโดนพิพากษาจากศาลจังหวัดเลยให้มีสถานะล้มละลายและให้พิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดในปี 2562 หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่พิทักษ์ทรัพย์จากกรมบังคับคดีได้ดำเนินการตีตรายึดทรัพย์ เพื่อที่จะนำสินทรัพย์ไปขายทอดตลาด ซึ่งตัวสินทรัพย์ของบริษัทมี 2 ส่วน คือ 1.สินแร่ในถุงบิ๊กแบ็ค 190 ถุง และ 2.โรงงานอาคารสำนักงานต่าง ๆ ในเบื้องต้นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จากกรมบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาดสินแร่จำนวน 190 ถุง ส่วนตัวโรงงานยังติดเงื่อนไขว่าต้องมีการฟื้นฟูซึ่งยังไม่มีข้อกำหนดของ กพร.ออกมา

น.ส.ชฎาพร ให้ข้อมูลว่า สถานการณ์ก่อนการประมูลขายสินแร่รอบแรกมีความผิดปกติไม่ชอบมาพากลในพื้นที่มาโดยตลอด โดยในปี 2562 จนถึงกลางปี 2563 จะมีชายที่บางคนเรียกว่าพ่อค้าที่สนใจสินทรัพย์ต่าง ๆ มาขอเจรจาพูดคุยกับชาวบ้านเพื่อซื้อสินทรัพย์ต่าง ๆ โดยไม่เข้ากระบวนการประมูลสินทรัพย์ของกรมบังคับคดี และอ้างว่าตัวเองเคลียร์เจ้าหน้าที่ในพื้นที่ เคลียร์กับบริษัทแล้ว เคลียร์อะไรต่าง ๆ แล้ว แต่ชาวบ้านก็พยายามเฝ้าระวังเรื่องนี้จนนำไปสู่การจัดเวรยามเฝ้าพื้นที่กลางปี 62 เนื่องจากเกรงจะมีการลักขโมยทรัพย์สินเกิดขึ้น

ต่อมาบริษัทแห่งหนึ่งเข้ามาประมูลสินแร่ได้ในรอบที่ 3 ได้รับสินแร่ 190 ถุง และบริษัทไปดำเนินการกับอุตสาหกรรมและเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ซึ่งหลังจากนั้นได้มีการติดต่อมาที่กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดว่าอยากขอเอารถเทเลอร์เข้าไปขนสินแร่ในวันที่ 4 ม.ค. 2564

แต่ก็มีเหตุการณ์ไม่ปกติเกิดขึ้น โดยในวันที่ 2 ม.ค. 2564 ได้มีชายฉกรรจ์กลุ่มหนึ่งซึ่งหนึ่งในนั้นอ้างตัวว่าเป็นทนายของบริษัททุ่งคำจำกัด เข้าไปหาชาวบ้านและบอกว่าจะเข้ามาทำการฟื้นฟูพื้นที่ ขอเข้าไปในพื้นที่เหมืองเพื่อสำรวจพื้นที่ในการฟื้นฟู แต่ชาวบ้านที่อยู่บริเวณประตูแดงซึ่งเป็นที่ดินที่ชาวบ้านร่วมหุ้นซื้อมา ไม่ยอมให้เข้าไป เนื่องจากเห็นว่ามีท่าทีไม่น่าไว้ใจ โดยข้อมูลจากชาวบ้านระบุว่า ชายกลุ่มนี้เป็นทหารมาจากค่ายหนึ่ง มีการขับรถตระเวนดูรอบ 6 หมู่บ้านและเช็คชาวบ้านที่มาเฝ้าเวรยามอยู่ตลอดว่ามีกี่คน ซึ่งชายกลุ่มนี้มีท่าทีที่ไม่อยากให้บริษัทที่ประมูลสินแร่ได้ เข้าไปขนสินแร่ หรือเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับทรัพย์สินบนเหมือง ซึ่งชาวบ้านก็กังวลว่าสถานการณ์ไม่ปกติและเกรงว่าจะเกิดการปะทะขึ้นในหมู่บ้าน

น.ส.ชฎาพร ชินบุตร เครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่

น.ส.ชฎาพร วิเคราะห์สถานการณ์ว่า หากความรุนแรงระลอกใหม่ที่จะเกิดขึ้นกับชาวบ้าน อาจจะเกิดขึ้นจากคน 3 กลุ่ม กลุ่มแรกคือ กลุ่มผู้มีอิทธิพลใน จ.เลย ชื่อย่อ ทสว. ซึ่งเป็นตระกูลใหญ่ของที่นี่ มีทั้งนักการเมืองในท้องถิ่น รวมทั้งมี ส.ส.ในสภาด้วย ความรุนแรงนี้ที่จะเกิดขึ้นใหม่อาจจะโยงใยกับกรณีการสังหารนายประเวียน บุญหนัก ที่ออกมาคัดค้านโรงโม่หินในอดีต รวมถึงเราต้องไปดูว่าใครมีบทบาทสำคัญในการผลักดันออกใบอนุญาตให้จัดทำเหมืองทองคำของบริษัท ทุ่งคำด้วย

กลุ่มที่ 2 คือ บทบาทของบริษัททุ่งคาฮาเบอร์ที่เป็นบริษัทแม่ของบริษัททุ่งคำ ตอนนี้ก็เป็นทั้งเจ้าหนี้ของบริษัททุ่งคำด้วย หากมีความรุนแรงในพื้นที่ ก็ต้องมีการถามหาความรับผิดชอบของบริษัททุ่งคาฮาเบอร์ด้วย

และกลุ่มที่ 3 คือบริษัทที่มาประมูลสินแร่ได้ที่อาจจะมีความขัดแย้งกับตัวบริษัทเอง เนื่องจากปัญหาของกระบวนการประมูลขายสินแร่ในพื้นที่ เพราะว่าก่อนหน้านี้เคยได้ยินว่าในหลายๆ พื้นที่ที่มีการประมูลก็จะมีการฮั้วประมูล ซึ่งจากที่เคยได้ยินข่าวลือในพื้นที่เราก็ได้ยินจากชาวบ้านว่ามีการพูดคุยของพ่อค้าก่อนที่จะมีการมาประมูลสินแร่ ซึ่งพ่อค้ามีการไปตกลงกันว่าจะไปประมูลรอบสุดท้ายคือรอบที่ 4 ในวันที่ 15 ม.ค. แต่เขาไม่คิดว่าบริษัทนี้จะมาประมูลในรอบที่ 3

ทุกบริษัทที่เป็นกลุ่มอิทธิพล อาจจะนำไปสู่ความรุนแรงของพื้นที่ในรอบนี้ ซึ่งเป็นความเสี่ยงของชาวบ้านที่ต้องแบกรับอยู่ตลอดเวลา โดยที่กลุ่มที่มีส่วนเกี่ยวข้องที่จะได้รับประโยชน์จากการที่ชาวบ้านเฝ้าเวรยามอยู่นี้ คือคณะกรรมการเจ้าหนี้ที่แทบจะไม่ได้รับผิดชอบชาวบ้านที่มารับความเสี่ยงอยู่ตลอดเวลา

“อย่างเจ้าหนี้ที่ประกอบไปด้วย ดอยซ์แบงก์ธนาคารประเทศเยอรมัน รวมทั้งหน่วยงานรัฐของไทย ที่ประกอบด้วย สปก. กพร. กรมสรรพากร ก็ไม่เคยมาเหลียวแลชาวบ้าน ทำให้ชาวบ้านต้องแบกรับภาระความเสี่ยง และอาจจะรับเงินเป็นลำดับสุดท้าย ในฐานะเจ้าหน้าหนี้ แต่เจ้าหนี้ที่เป็นหน่วยงานอาจจะได้รับเงินก่อน ไม่เท่านั้น เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่อยู่กรมบังคับคดีภายใต้กระทรวงยุติธรรม ก็ไม่เคยมาแสดงความรับผิดชอบการดำเนินการในพื้นที่ โดยเอางานของตัวเองมาให้ชาวบ้านรับผิดชอบแบบ 100 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งอันนี้ไม่ถูกต้องและไม่ควรปฏิบัติในฐานะที่ตัวเองเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง เกิดเป็นความกดทับและเหลื่อมล้ำชัดเจน” น.ส.ชฎาพร กล่าว

สถานการณ์นี้เองทำให้ความปลอดภัยของชาวบ้านในพื้นที่อยู่ในความเสี่ยงที่จะเกิดความรุนแรงเหมือนเมื่อวันที่ 15 พ.ค. 2557 ที่ชาวบ้านถูกนายทหารสองพ่อลูกนำกลุ่มชายฉกรรจ์ 200 คนบุกมาทำร้ายชาวบ้านเพื่อทำการขนสินแร่ออกจากพื้นที่

เปิดข้อมูล 3 ช่วงการทำเหมือง พร้อมยกเคส “ฟื้นฟูคลิตี้” บทเรียนขาดการมีส่วนร่วมจากประชาชนในพื้นที่

นายเลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ หัวหน้าพรรคสามัญชนกล่าวว่า การทำเหมืองจะมีอยู่ทั้งหมด 3 ช่วง คือ ช่วงที่ขอใบอนุญาตทำเหมือง ช่วงที่ได้รับในอนุญาตทำเหมือง และช่วงหลังจากทำเหมือง ซึ่งเป็นช่วงที่ต้องทำการฟื้นฟูตามหลักสากล ซึ่งช่วงระหว่างก่อนการทำเหมืองกับช่วงการทำเหมืองเป็นสองช่วงที่สำคัญ ที่จะนำความขัดแย้ง ความรุนแรง ความเห็นไม่ลงรอยกันในชุมชนเข้ามามากมาย

ส่วนช่วงสุดท้ายคือช่วงหลังจากใบประทานบัตรหมดและไม่มีการทำเหมืองแล้วที่จะต้องฟื้นฟูทุกสิ่งทุกอย่างกลับคืนมาสู่ชุมชนเป็นช่วงที่สำคัญที่สุด ซึ่งที่ผ่านมาชาวบ้านนาหนองบงคิดและจัดทำแผนฟื้นฟูภาคประชาชนขึ้นมา เพราะเห็นข้อจำกัดของหน่วยงานรัฐและข้อจำกัดของผู้ประกอบการ ส่วนกฏหมายก็ไม่สามารถบังคับให้หน่วยงานเล่านี้มีมาตรการที่ชัดเจนว่าจะต้องฟื้นฟูเหมืองอย่างไรและจะมีบทลงโทษหรือไม่ ถ้าไม่ทำการฟื้นฟู

ชาวบ้านนาหนองบงได้พยายามผลักดันแผนฟื้นฟูภาคประชาชนที่ได้จัดทำขึ้น ซึ่งในแผนนี้ได้ระบุชัดเจนว่าสิ่งแรกที่จะต้องทำในการฟื้นฟูเหมืองคือการฟื้นฟูศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ โดยต้องเริ่มการฟื้นฟูความขัดแย้งของชาวบ้านในพื้นที่ตลอด 10 ปี ที่ผ่านมา ก่อนที่จะฟื้นฟูทางด้านเทคนิควิชาการ การฟื้นฟูด้านสังคมจะต้องมาก่อน

นายเลิศศักดิ์ กล่าวด้วยว่า หากนำกรณีเหมืองทอง จ.เลย ไปเปรียบเทียบกับการทำเหมืองที่หมู่บ้านคลิตี้ ในส่วนของการฟื้นฟู ตัวละครที่เกี่ยวข้องกับการได้รับประโยชน์ อาทิ ผู้รับเหมา พวกนายทุนท้องถิ่น ที่มีธุรกิจถมดิน ซึ่งเราจะเห็นชัดเจนว่า ตัวละครที่เคยทำเหมืองมาก่อนก็มาเกี่ยวข้องกับการฟื้นฟูเหมืองด้วย เพราะไปรับช่วงจากผู้ที่ได้รับการประมูลฟื้นฟูเหมือง ดังนั้นอุปสรรคขั้นแรกในการฟื้นฟู ถ้าเราไม่กำจัดอิทธิพลนี้ทิ้งไปก็ไม่สามารถฟื้นฟูเหมืองให้สำเร็จได้

นายเลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ หัวหน้าพรรคสามัญชน

“กรณีของเหมืองทองจ.เลย เป็นที่น่าสังเกตว่า บ.ทุ่งคำจำกัด ที่จะต้องเข้ามามีส่วนในการฟื้นฟู ตามคำสั่ง ก่อนหน้านี้ ไม่เคยปรากฏตัว พอศาลมีคำสั่งให้บริษัททุ่งคำจำกัดเป็นบริษัทล้มละลายก็หายไปเลย ไม่ต้องรับผิดชอบไม่ต้องชดใช้อะไรทั้งสิ้น แต่วันนี้พอให้มีการเปิดประมูลสินแร่ มีผู้ประมูลรายหนึ่งประมูลสินแร่จำนวน 190 ถุงไปได้ กลับมีการปราฏตัวขึ้นของกลุ่มชายฉกรรจ์ที่อ้างว่าเป็นคนของบริษัททุ่งคำ คำถามคือบริษัททุ่งคำกำลังจะทำอะไร มันเป็นการแยงชิงอะไรบางอย่างไรหรือไม่ และรูปแบบของการแย่งชิงในครั้งนี้มันคล้ายกับความรุนแรงที่เคยเกิดขึ้นกับบ้านเมื่อปี พ.ศ.2557 ที่มีการนำทหารเข้ามาแล้วเริ่มข่มขู่คุกคามชาวบ้าน” หัวหน้าพรรคสามัญชนกล่าว

นายเลิศศักดิ์ ตั้งข้อสังเกตด้วยว่า สิ่งสำคัญอีกอย่าง คือยังมีทรัพย์สินนอกรายการอีกมากมาย ที่เจ้าหน้าที่พิทักษ์ทรัพย์ยังต้องขึ้นทะเบียนบัญชีทรัพย์สิน อยากถามไปถึงเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ด้วยว่า ทำไมถึงยังไม่ขึ้นทะเบียนบัญชีทรัพย์สินที่อยู่นอกเหนือจากสินแร่ 190 ถุง จะไปเห็นว่ามันเป็นอิฐหินดินทรายธรรมดาได้อย่างไร เพราะมันเป็นสินแร่ทั้งนั้น นี่คือความรับผิดชอบโดยตรงของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์

author

ปฏิทินกิจกรรม EVENT CALENDAR

เข้าสู่ระบบ