บ้านมั่นคงเฮ ! ‘จุติ ไกรฤกษ์’ รมว.พม.แจง พอช.ยืดพักชำระหนี้เพิ่มอีก 3 เดือน ช่วยชาวบ้านสู้พิษเศรษฐกิจ

บ้านมั่นคงเฮ ! ‘จุติ ไกรฤกษ์’ รมว.พม.แจง พอช.ยืดพักชำระหนี้เพิ่มอีก 3 เดือน ช่วยชาวบ้านสู้พิษเศรษฐกิจ

โครงการบ้านมั่นคง  ปัจจุบัน พอช.พักชำระหนี้ช่วงแรกแล้ว 3 เดือน  มีชาวบ้านที่มีรายได้น้อยได้รับประโยชน์  รวม 119,956  ครัวเรือน 

กระทรวง พม./ จุติ ไกรฤกษ์  รมว.พม. แจง พอช.ยืดพักชำระหนี้สมาชิกโครงการบ้านมั่งคงออกไปอีก 3 เดือนจากช่วงแรกเมษายน-มิถุนายน  ไปจนถึงเดือนกันยายน 2563 รวม 6 เดือน  เพื่อช่วยเหลือชาวชุมชนโครงการบ้านมั่นคงที่ใช้สินเชื่อสร้างบ้านจาก พอช.ทั่วประเทศ  395 องค์กร  รวม 119,956  ครัวเรือน 

                นายจุติ  ไกรฤกษ์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)  กล่าวว่า  จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ทำให้เกิดผลกระทบด้านเศรษฐกิจและรายได้ต่อประชาชนทั่วไป  โดยเฉพาะกลุ่มผู้ที่มีรายได้น้อย รัฐบาลจึงมีนโยบายให้หน่วยงานต่างๆ ออกมาตรการช่วยเหลือและลดผลกระทบด้านเศรษฐกิจต่อประชาชนทุกกลุ่มเป้าหมาย  ในส่วนของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวง พม.  ที่ทำงานกับชุมชนและเครือข่ายชาวบ้าน ได้มีมาตรการช่วยเหลือประชาชน  โดยผ่อนผันให้สหกรณ์และสมาชิกโครงการบ้านมั่นคงทั่วประเทศที่ใช้สินเชื่อจาก พอช.  ไม่ต้องชำระเงินต้นและดอกเบี้ยให้แก่ พอช.เป็นเวลา 3 เดือน ในช่วงแรกเริ่มตั้งแต่เดือนเมษายนถึงเดือนมิถุนายน ได้บรรเทาความเดือดร้อนในช่วง 3 เดือนนี้แก่ขบวนองค์กรชุมชนเกือบ 1.2 แสนครัวเรือน

นายจุติ  ไกรฤกษ์  รมว.พม.

“ล่าสุดเมื่อวานนี้ (28 พฤษภาคม 2563)  พอช.รายงานว่า  ที่ประชุมบอร์ด พอช. ได้มีการลงมติเห็นชอบการขยายระยะเวลาการพักชำระหนี้เพิ่มอีก 3 เดือนให้แก่สหกรณ์และสมาชิกโครงการบ้านมั่นคงทั่วประเทศ  จากเดิมที่จะครบกำหนดในเดือนมิถุนายนนี้  ขยายออกไปเป็นเดือนกันยายน  เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่มีรายได้น้อย  ให้ได้มีโอกาสฟื้นฟูเรื่องอาชีพและรายได้  โดยไม่ต้องชำระเงินต้นและดอกเบี้ย ทำให้มีประชาชนที่ได้รับประโยชน์ในครั้งนี้กว่า 1 แสนครัวเรือน ร่วม 5 แสนคน”  รัฐมนตรี พม.กล่าว

โดยที่ประชุมคณะกรรมการสถาบันฯ ได้พิจารณาว่า  สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 น่าจะเข้าใกล้ภาวะปกติตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2563 เป็นต้นไป อย่างไรก็ตาม มีการคาดการณ์ว่าผลกระทบทางเศรษฐกิจจะยังคงมีต่อเนื่องไปอีกประมาณ 2 ปี  โดยนอกจากมาตรการช่วยเหลือเร่งด่วนเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนซึ่งกำลังดำเนินการอยู่  รัฐยังมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยออก พ.ร.ก.เงินกู้  วงเงิน 1.0 ล้านล้านบาท ซึ่งมีระยะเวลาการกู้เงินที่รัฐสามารถดำเนินการได้ตามความเหมาะสมจนถึง 30 กันยายน 2564

นอกจากนี้ตลอดระยะเวลา 2 เดือนที่ผ่านมา กระทรวง พม. ยังได้มีมาตรการช่วยเหลือพี่น้องประชาชน เช่น โครงการ ‘สำรวจให้พบ  จบที่ชุมชน’ นำร่อง 286 ชุมชนใน กทม. ตั้งครัวกลาง 38 ครัว จัดทำอาหารปรุงสุก จำนวน 88,025 กล่อง/ราย    พร้อมทั้งมีการมอบถุงยังชีพ  เป็นต้น

โครงการบ้านมั่นคงที่บึงบางซื่อ กรุงเทพฯ   ปัจจุบันดำเนินการทั่วประเทศแล้ว  รวม  1,231 โครงการ  จำนวน  112,777 ครัวเรือน  ทำให้ประชาชนที่มีรายได้น้อยมีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง  ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม

ส่วนการพักชำระหนี้โครงการบ้านมั่นคงช่วงแรก  ตั้งแต่เดือนเมษายน-มิถุนายน 2563  สถาบันฯ ได้อนุมัติพักชำระหนี้รวมทั้งสิ้น 395 องค์กร  รวม  119,956 ครัวเรือน  ต้นเงินคงเหลือ 4,009.77 ล้านบาท  ประมาณการดอกเบี้ยที่สถาบันฯ จะไม่ได้รับในปี 2563 รวม 37.25 ล้านบาท   และหากขยายเวลาพักชำระหนี้ออกไปอีก 3 เดือน  ดอกเบี้ยที่สถาบันฯ จะไม่ได้รับจะเพิ่มเป็น  74.50 ล้านบาท  หรือช่วยให้กลุ่มและองค์กรที่ใช้สินเชื่อทั่วประเทศไม่ต้องชำระดอกเบี้ยรวม 74.50 ล้านบาท

องค์กรที่ขอพักชำระหนี้ 395 องค์กร  คิดเป็นร้อยละ 79.48 ขององค์กรผู้ใช้สินเชื่อที่อยู่ในเกณฑ์พักชำระหนี้ได้ (497 องค์กร) โดยมีองค์กรที่ไม่ขอพักชำระหนี้ทั้งสิ้น 102 องค์กร ซึ่งเป็นสินเชื่อในโครงการบ้านมั่นคงทั้งหมด ส่วนใหญ่ใกล้ครบกำหนดสัญญาแล้วและมีเงินทุนภายในเพียงพอในการรับภาระการชำระคืนต่อสถาบันฯ  จึงไม่ขอพักชำระหนี้ตามมาตรการช่วยเหลือ และมีบางองค์กรซึ่งไม่ขอพักชำระหนี้เนื่องจากไม่ประสงค์จะปรับเปลี่ยนระบบการบริหารจัดการภายใน

นายสมชาติ  ภาระสุวรรณ  ผอ.พอช.

นายสมชาติ  ภาระสุวรรณ  ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ กล่าวว่า สถาบันฯ ได้สนับสนุนสินเชื่อเพื่อการพัฒนาที่อยู่อาศัยแก่องค์กรชุมชนและเครือข่ายองค์กรชุมชนมาอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ  โดยเฉพาะสินเชื่อ ‘โครงการบ้านมั่นคง’  ที่เริ่มดำเนินโครงการตั้งแต่ปี 2546 โดยมีเจตนารมณ์ที่จะทําให้เกิดความมั่นคงในการอยู่อาศัยและพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้มีรายได้น้อยในชุมชนเมืองและชนบท  โดยการใช้สินเชื่อที่สามารถแก้ปัญหาหรือพัฒนาตามแผนของชุมชน  นําไปสู่การสร้างความเข้มแข็ง   โดยให้ประชาชนที่เดือดร้อนรวมกลุ่มกันแก้ไขปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัยในลักษณะต่างๆ  เช่น  การซื้อที่ดินเพื่อสร้างบ้านและชุมชนใหม่   การปรับปรุงบนที่ดินเดิม ซึ่งอาจเป็นที่ดินเช่าหรือที่ดินสาธารณะที่อยู่ในการดูแลของท้องถิ่น  โดยให้สินเชื่อระยะยาว  ดอกเบี้ยต่ำ  เป็นต้น

“ปัจจุบันโครงการบ้านมั่นคงดำเนินการไปแล้วทั่วประเทศ รวม  1,231 โครงการ  จำนวน  112,777 ครัวเรือน  ทำให้ประชาชนที่มีรายได้น้อยมีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง  ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม  และมีการพัฒนาคุณภาพชีวิตต่างๆ  เช่น  ส่งเสริมอาชีพ  ปลูกผักสวนครัวเพื่อลดรายจ่าย   มีกิจกรรมเด็กและเยาวชน  การจัดการขยะ  บำบัดน้ำเสีย  การดูแลสิ่งแวดล้อม”   ผอ.พอช.กล่าว

author

ปฏิทินกิจกรรม EVENT CALENDAR

เข้าสู่ระบบ