แถลงการณ์มูลนิธิเสียงธรรมเพื่อประชาชน ขอความเป็นธรรม

แถลงการณ์มูลนิธิเสียงธรรมเพื่อประชาชน ขอความเป็นธรรม

ข่าวประชาสัมพันธ์
 

ในช่วงตลอดระยะเวลา 3 เดือนที่ผ่านมานี้ คณะศิษยานุศิษย์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน โดยมูลนิธิเสียงธรรมเพื่อประชาชน ได้เข้าขอพึ่งอำนาจศาล ด้วยการขอไต่สวนฉุกเฉินต่อศาลปกครองมาแล้วถึง 3 ครั้ง ในกรณีปัญหาสถานีเสียงธรรม 13 แห่ง ที่ยื่นแบบคำขออนุญาตไม่ทันกำหนดเวลา  ทั้งนี้เพื่อหวังจะให้ศาลเมตตาทำการไต่ส่วนฉุกเฉิน ให้สถานีวิทยุทั้ง 13 แห่ง สามารถกลับมาออกอากาศได้อย่างถูกต้อง แต่จนกระทั่งบัดนี้ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ  ศาลเมตตาแจ้งแต่เพียงว่า ยังไม่มีข้อเท็จจริงเพิ่มเติมจากทาง กสทช. เท่านั้น ซึ่งเท่ากับเป็นการป่าวประกาศถึงความบกพร่องไม่เป็นธรรมของ กสทช. ต่อกรณีนี้และสะท้อนความจริงว่าสถานีทั้ง 13 แห่งควรต้องได้รับความคุ้มครองให้ออกอากาศได้ในทันที

คณะศิษย์ฯเป็นจำนวนมาก ประกอบด้วยพระสงฆ์และฆราวาส ซึ่งล้วนเป็นผู้ฟังและเป็นผู้บริจาคทรัพย์ เพื่อทะนุบำรุงสถานีวิทยุเสียงธรรม ทุกคนรักและหวงแหนมรดกธรรมชิ้นสุดท้ายที่องค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโนได้เมตตาไว้ให้ เพื่อจะได้จรรโลงพระพุทธศาสนาให้สืบหน่อต่อไป ทุกคนได้เกิดความท้อแท้ อิดหนาระอาใจ เป็นอย่างยิ่งกับองค์กรของรัฐในปัจจุบัน ที่กลับกลายมาเป็นผู้ทำการปิดกั้นการเผยเผยธรรมะเสียเอง และยังคงเพิกเฉย เฉื่อยชา ไม่มีทีท่าจะเข้ามาช่วยเหลือเยียวยา การเผยแผ่ธรรมะแม้แต่น้อย คณะศิษย์ฯ รู้สึกผิดหวังและอดสูใจ ต่อองค์กรของรัฐเหล่านี้อย่างที่สุด

แต่เมื่อได้เห็น ส.ค.ส. พระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในปีนี้ คณะศิษย์ฯ จึงเกิดกำลังใจ ที่จะหันมาต่อสู้ใหม่ กับเหล่าอธรรมนี้อีกครั้ง โดยน้อมนำแบบอย่างของ “พระมหาชนก” ผู้มีความเพียรอันบริสุทธิ์ ในสิ่งที่ถือว่า เป็นปัญญาขั้นสูงสุด ซึ่งในที่นี้ก็คือ “การทวงคืนวิทยุเสียงธรรม 13 แห่ง” กลับคืนมานั่นเอง

คณะศิษย์ฯ จึงพร้อมใจกัน เข้ายื่นขอไต่สวนฉุกเฉินต่อศาลปกครองอุดรธานีเป็นครั้งที่ 4  ในวันวันอังคารที่ 6 มกราคม 2558 เวลา 10.00 น. เพื่อขอให้ศาลทำการไต่สวนฉุกเฉิน “สถานีเสียงธรรมที่ถูกทำให้ตกหล่นอีก 13 แห่ง” ให้มีโอกาส ได้กลับมาทำหน้าที่เผยแผ่พระพุทธศาสนา ในคลื่นความถี่ที่ว่างอยู่ ดังเช่นที่ได้เคยปฏิบัติมา  มิยอมให้ กสทช. เข้ามาใช้อำนาจในทางที่ผิด เป็นมิจฉาทิฏฐิ ปิดกั้นธรรมะ ซึ่งเป็นสิ่งประเสริฐที่ดีงามสูงสุด แบบที่กำลังทำอยู่นี้อีกต่อไป

ขอให้ศาลมีเมตตาออกคำสั่งให้ กสทช. ยุติการปิดกั้นธรรมะของพระพุทธเจ้าในทันที มีเพียงพระพุทธศาสนาเท่านั้น ที่จะมีพลานุภาพ สามารถพัฒนาบุคคลากรของชาติ ได้ดีที่สุด ถูกต้องที่สุดกว่าวิธีอื่นใดและกว่าสื่อประเภทใด

นอกจากนี้  กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ก็ยื่นยันอย่างหนักแน่นหลายครั้งแล้วว่า สถานีวิทยุธรรมะที่ไม่มีโฆษณานั้น เป็นสิ่งที่ชอบด้วยหลักมนุษยธรรม และชอบด้วยหลักกฎหมายมหาชน เพราะทำในสิ่งที่ส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมเพื่อส่วนรวม และทำด้วยความเสียสละ ซึ่งศาลปกครองก็ตัดสินคดีโดยใช้หลักกฎหมายมหาชน เป็นหลักในการพิจารณาคดี และกฎหมายมหาชนนั้น ก็มีจุดมุ่งหมายเพื่อสาธารณะประโยชน์ เพื่อการให้บริการสาธารณะแก่มหาชน ไม่ใช่เพียงเพื่อคุ้มครองบุคคลเพียงไม่กี่คน ไม่ใช่เพื่อคุ้มครองความไม่มีเหตุผล และไม่ใช่เพื่อคุ้มครองความไม่เป็นธรรมของรัฐ ประการสำคัญ กรรมการสิทธิฯ ยังย้ำอีกว่า การทำความดี ต้องไม่ถูกทำให้ชะงัก แต่การทำความดี ต้องได้รับการส่งเสริม ให้ได้ทำอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในกรณีนี้ กสทช. ต้องไม่ปิดกั้นสถานีทั้ง 13 แห่ง แต่กลับต้องส่งเสริมให้เผยแพร่สิ่งดีงามในพระพุทธศาสนา อย่างต่อเนื่องต่อไป ไม่ให้สะดุดหยุดยั้งลง

ในเมื่อคณะศิษยานุศิษย์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน โดยมูลนิธิเสียงธรรมเพื่อประชาชน ได้ “ทำความเพียรอันบริสุทธิ์” ตามที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชทานมาเช่นนี้ ย่อมต้องบรรลุความสำเร็จได้ในที่สุด และหากมีผู้เข้ามาขวางกั้น หรือเพิกเฉย ก็ย่อมจักต้องแพ้ภัยตนเองในที่สุดเพราะทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับพรอันประเสริฐของพระมหากษัตริย์ และผู้เข้ามาขวางกั้นทำในสิ่งที่เป็นอกุศลไว้ในพระพุทธศาสนา

author

ปฏิทินกิจกรรม EVENT CALENDAR

เข้าสู่ระบบ